วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ระบบความเชื่อในเมืองแพร่มีทั้งพุทธและผีที่ชาวบ้านชาวเมืองนับถือไปด้วยกัน การนับถือผีถือเป็นรากเหง้าสำคัญของคนและชุมชนในเมืองแพร่ เพราะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความเป็นเครือญาติ สร้างกลุ่มและพวกพ้องที่ช่วยเหลือกันและประสานประโยชน์ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเท่าที่จะเป็นไปได้ 

ผีอารักษ์ ผีป่าเขา มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองหรือทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงแก่ชีวิตและสภาพแวดล้อมได้ หากผู้คนต่างประพฤติผิดหรือลบหลู่หรือกระทำการที่เป็นข้อห้าม ล่วงละเมิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้น ชาวบ้านในท้องถิ่นจึงเกรงกลัวอำนาจของผีมาก ดังเช่นเหตุการณ์น้ำป่าหลากและโคลนถล่มที่ป่าแดง-ช่อแฮ หลังจากนั้นแล้วชาวบ้านเคร่งครัดในการบอกกล่าวบูชาหรือไหว้ผีหลังจากเลิกเคร่งครัดและละเลยมานาน ในขณะเดียวกันความเดือดร้อนเช่นนี้ไม่ทำให้ชาวบ้านเข้าหาวัดหรือพระสงฆ์แต่อย่างใด

พระสงฆ์ในเมืองแพร่ได้ชื่อว่าเป็นพระอริยสงฆ์หลายรูป มีครูบาหลายองค์มีความรู้เป็นที่นับถืออย่างกว้างขวาง ชาวบ้านเคารพศรัทธาในบารมี อย่างไรก็ตามคณะสงฆ์แบบล้านนาถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบจากองค์กรสงฆ์ส่วนกลางในระยะเวลาเดียวกันกับการผนวกล้านนาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศและรัฐชาติไทยในที่สุด และกระบวนการเหล่านี้ยังดำรงอยู่แม้ในปัจจุบัน

วัดที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกของเวียงแพร่ คือ วัดศรีชุม เห็นได้จากประเพณีสลากภัตที่เริ่มจากวัดที่มีความสำคัญก่อน แล้วจึงเป็นวัดต่อไปเรียงตามลำดับซึ่งยังทำเป็นธรรมเนียมมาจนทุกวันนี้ เจดีย์ที่วัดศรีชุมมีร่องรอยของความเก่าแก่กว่าเจดีย์องค์อื่นๆ ในเวียงแพร่ และเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงทางด้านการศึกษาพระธรรมและวิปัสสนาธุระในช่วง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีอาจารย์ที่เป็นสงฆ์ผู้เป็นปราชญ์หลายท่าน เช่น ครูบาอุตมา อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีชุม เป็นผู้เคร่งครัดในวินัยและมีความสามารถด้านการศึกษา ครูบากัญจนาอรัญญวาสีมหาเถระ หรือ ครูบามหาเถร ผู้แตกฉานในพระธรรมวินัยและวิปัสสนา เป็นผู้ชำระพระไตรปิฎกจำนวนมากดังที่เก็บไว้ที่วัดสูงเม่น แล้วไปสอนที่สำนักวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ก็เคยจำพรรษาและเล่าเรียนอยู่ที่วัดศรีชุมระยะหนึ่ง

นอกเหนือจากลักษณะทางกายภาพของเวียงแพร่ที่พบเห็นวัดทางพุทธศาสนาที่มีร่องรอยของความมั่นคงและเชื่อมโยงกับผู้คนในระบบหัวหมวดวัดหรือศรัทธาวัดที่ยังมีปรากฏให้ศึกษาในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในเมืองแพร่ที่เกี่ยวข้องกับ ครูบา ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาบาลี พบว่าใช้กันในวัฒนธรรมล้านนา เป็นตำแหน่งที่ผู้อื่นเรียกโดยที่พระสงฆ์ทั่วไปไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งตนเองและไม่ใช่ตำแหน่งที่ทางคณะสงฆ์จากส่วนกลางแต่งตั้ง ให้เรียกผู้เป็นปราชญ์ที่ได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านทั่วไป ครูบาแต่ละท่านจะมีลูกศิษย์ผู้ที่เคยบวชเรียนและศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยจึงทำให้มีบารมีมาก ปัจจุบันก็ยังมีพระสงฆ์ที่ถูกเรียกว่าครูบาอยู่ 

ในยุคต่อมาเมื่อระบบหัววัดและครูบาถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักรซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว พระสงฆ์จากเมืองแพร่อีกรูปหนึ่งที่มีบทบาททางการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาของสงฆ์ในเมืองเหนือเป็นอย่างยิ่งคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิโว) ผู้สร้างสำนักเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสวนดอก เชียงใหม่ และที่เมืองแพร่ จนทำให้เมืองแพร่กลายเป็นสถานศึกษาสำหรับพระสงฆ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคเหนือจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามในธรรมเนียมดั้งเดิมตามจารีตของพระสงฆ์ล้านนาและในเมืองแพร่ ระบบความเชื่อของชาวบ้านในเรื่องผีบรรพบุรุษและผีที่คุ้มครองบ้านเมืองสามารถดำเนินไปด้วยกันกับการนับถือพุทธศาสนา โดยมีธรรมเนียมกาละและเทศะที่แน่นอนไม่ปนเปกัน คนในเมืองแพร่มีความชัดเจนในการปฏิบัติตนในห้วงเวลาตามความเชื่อทั้งสองรูปแบบที่ไม่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการประสานความแตกต่างที่ไม่ทำลายแนวทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างหักหาญ จนกลายเป็นแนวทางการประพฤติทางศาสนาหรือระบบความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่จำแนกลักษณะทางรูปแบบระบบความเชื่อดังกล่าว คือ “อำนาจ” [Power] ของผีที่จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีหรือร้ายแก่ชีวิตผู้คนได้ และ “บารมี” [Charisma] ของพระซึ่งมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลาง มีลักษณะของผู้นำทางวัฒนธรรมผู้เป็นปราชญ์และรอบรู้ทางธรรมในระบบอาจารย์พระอุปัชฌาย์กับลูกศิษย์ ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากมีการจัดระบบการปกครองใหม่และจัดระเบียบสังฆมณฑลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา

อำนาจพระคณะสงฆ์ : จารีตของสงฆ์ล้านนาที่ถูกกลืนกลายจากพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ การปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถหรือหัวหมวดวัด เพราะในท้องถิ่นหนึ่งๆ แม้จะมีวัดหลายแห่ง แต่ก็ไม่มีสถานที่เช่นอุโบสถที่จะทำการบวชพระภิกษุได้ทุกแห่ง บางวัดมีเพียงอาคารศาสนวิหารสำหรับทำกิจของสงฆ์ หัวหมวดวัดที่มีพระอุโบสถและสามารถทำพิธีกรรมบวชได้จะต้องมีพระอุปัชฌาย์หรือครูบาอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ สามารถดำเนินการบวชให้ได้ เมื่อบวชแล้วจะกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในภูมิลำเนาของตนเองหรือศึกษาอยู่ในสำนักเรียนในวัดนั้นๆก็ได้ รูปแบบเช่นนี้ยังพบได้ทั่วไปในตามท้องถิ่นต่างๆ ของเมืองไทย 

การปกครองในล้านนาใช้ระบบจารีตที่ไม่มีองค์กรสงฆ์เคร่งครัดเหมือนกับตำแหน่งขุนนางสงฆ์ในปัจจุบัน แต่เป็นแบบพระอุปัชฌาย์ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบอาจารย์กับลูกศิษย์ พระอุปัชฌาย์ในล้านนาที่เป็นหัวหมวดก็มักจะเป็น ครูบา ที่ได้รับการเคารพนับถือและยอมรับอย่างสูงจากผู้อื่น ซึ่งเป็นตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการ การเป็นพระอุปัชฌาย์จึงกลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติซึ่งทำให้มีลูกศิษย์มากมายและมีบารมีสั่งสม

การปฏิรูปคณะสงฆ์ในภาคเหนือมีการต่อต้านอำนาจที่เริ่มเข้ามาครอบงำการจัดระบบสงฆ์ในล้านนา กรณีที่ชัดเจนคือการต้องอธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัย ครูบาศรีวิชัยมีชื่อเสียงและเป็นครูบาที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งตามจารีตท้องถิ่นสามารถจะบวชให้ผู้อื่นได้ ลูกศิษย์เหล่านี้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา 

บ้านเมืองในล้านนามีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อันเนื่องมาจากการสงครามที่กวาดต้อนผู้คนจากดินแดนต่างๆ มาตั้งถิ่นฐานใหม่ในยุคที่เรียกว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” กลุ่มคนตระกูลไตมีรูปแบบความเชื่อทางพุทธศาสนาที่มีความแตกต่างกันตามท้องถิ่นต่างๆ  ครูบาศรีวิชัยถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยอง เนื่องจากท่านอาศัยอยู่ที่เมืองลี้ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคนไตจากเมืองยองในสิบสองปันนา การปฏิบัติและธรรมเนียมในการนุ่งห่มแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ เล็กน้อย เช่น การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด จารีตของสงฆ์ในล้านนาไม่มีองค์กรสงฆ์อย่างชัดเจน แต่เป็นที่รู้กันโดยการยอมรับระบบหัววัดที่มีครูบาเป็นพระอุปัชฌาย์ที่สามารถบวชให้กับลูกหลานที่ถึงวัยบวชได้ สงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย  กลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกันมาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์  

1

ครูบาศรีวิชัยและลูกศิษย์ ช่วยกันทำทางขึ้นดอยสุเทพ ถ่ายภาพบริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ชัยยาชนะ สิริวิชโย ถ่ายเมื่อมาทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ พ.ศ. ๒๔๗๐  

พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๖ ที่บัญญัติขึ้นหลังจากเปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลของรัฐสยามราว ๑๐ ปี พระราชบัญญัตินี้ ต้องการจัดระบบสังฆมณฑลให้มีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์แก่อาณาจักร ดังพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและตราพระราชบัญญัติถึง ๔๕ มาตรา นอกเหนือจากความขัดแย้งในคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นในพระราชอาณาจักรมาตั้งแต่รัชกาลก่อนๆ แล้ว การจัดระบบสังฆมณฑลย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในส่วนกลางซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ แนวทางในเวลานั้นอย่างชัดเจน คือ กลุ่มที่ปฏิบัติตามพระไตรปิฎก และกลุ่มที่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่เชื่อถือต่อกันมา นอกจากนี้จารีตประเพณีที่หลากหลายของพระสงฆ์ในท้องถิ่นที่มีความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมมากในขณะนั้น เช่น ในอีสานและล้านนายังเป็นกลุ่มที่มีข้อประพฤติปฏิบัติแบบในกลุ่มของตนเอง ความพยายามจัดระเบียบพระสงฆ์เพื่อให้เป็นไปในระบบเดียวกันจึงเป็นความพยายามอย่างยิ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จัดรูปแบบการปกครองสยามประเทศใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาก็มีการปรับปรุงและออกพระราชบัญญัติทดแทนพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์อีกสองฉบับ คือ พ.ศ. ๒๔๘๔ ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พ.ศ. ๒๕๐๕ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การปรับปรุงในฉบับที่ ๒ นั้นถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะแบ่งองค์กรย่อยคล้ายคณะรัฐมนตรี แต่ในฉบับที่ ๓ เสมือนจำลองการปกครองประเทศแบบเผด็จการในขณะนั้น เพราะโครงสร้างเป็นการรวบอำนาจภายในคณะสงฆ์ไว้ที่ “มหาเถรสมาคม” ซึ่งเป็นกลุ่มพระราชาคณะอาวุโสที่ได้รับการแต่งตั้งจำนวน ๒๐ กว่ารูป โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขสูงสุด ทำหน้าที่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการพร้อมกัน ปกครองพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ นับเป็นการปกครองในระบอบ “คณาธิปไตย” ภายในคณะสงฆ์นับตั้งแต่นั้นมากระทั่งถึงปัจจุบัน 

ปัญหาของพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ดูเหมือนจะมีปัญหาที่ทำให้เกิดการแตกแยกนับแต่เริ่มต้นใช้ เช่น อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ วิจารณ์ระบบคณะสงฆ์ของไทยไว้หลายแห่งและหลายครั้งว่า การสร้างระบบและพิธีกรรมทำให้คณะสงฆ์ถูกโน้มนำให้เดินตามแนวทางขุนนางพระ ต้องการเอาดีทางสมณศักดิ์หรือสึกออกไปเพื่อทำงานราชการ ไม่ได้กลับไปใช้ความรู้แก่บ้านเมืองและท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งเป็นเสมือนการศึกษาและแนวทางแบบโลกที่มีระบบขุนนางหรือข้าราชการเป็นเครื่องล่อใจในความเจริญในอาชีพการงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้คณะสงฆ์ต้องอิงอยู่กับกระแสการเมือง และผู้ที่ถูกระบบขุนนางพระและการจัดระเบียบนี้เล่นงาน ดังเช่น พระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในล้านนาคนสำคัญอย่างครูบาศรีวิชัย เป็นต้น

ที่เมืองแพร่นับว่ามีการให้ความสำคัญกับองค์กรคณะสงฆ์และการศึกษาของสงฆ์ซึ่งเห็นได้เด่นชัด นับแต่สำนักเรียนวัดศรีชุมซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับแห่งหนึ่งก่อนเกิดการปรับเปลี่ยนองค์กรสงฆ์ตามพระราชบัญญัติฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ จนในปัจจุบันไม่มีการสืบทอดสำนักเรียนที่วัดศรีชุม และความสำคัญในการเป็นวัดอันดับแรกของเมืองแพร่ซึ่งมีครูบาที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับอีกแล้วก็ตาม ปัจจุบันวัดศรีชุมแทบจะหาพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ไม่ได้ และเจ้าอาวาสวัดศรีชุมก็ยังเป็นพระที่มีพรรษาน้อยแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

การศึกษาในเมืองแพร่ในยุคที่ครูบามหาเถรเก็บรวบรวมตำราใบลานหรือหนังสือผูกจำนวนมาก โดยคัดลอกและนำมาจากเมืองต่างๆ เพื่อรวบรวมไว้ที่วัดสูงเม่น และยังมีหลักฐานปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นในการรวบรวมคงจะไม่เพียงแต่เป็นการสืบพระศาสนาตามธรรมเนียมในปัจจุบัน หากคงจะเป็นการใฝ่ศึกษาในความรู้ต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะท่านเคยธุดงค์เพื่อไปศึกษาถึงในพม่าและมีความรู้มากพอที่จะสอนพระปริยัติที่สำนักเรียนวัดสวนดอกที่เชียงใหม่ด้วย

4

อาคารเรียนขวามือ คือ โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนพุทธโกศัย และ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ในบริเวณ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

หลังจากที่มีพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๔๖ การเรียนเริ่มจัดการเป็นสถาบันมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาขั้นสูงของสงฆ์ คือ มหามกุฎราชวิทยาลัย สำหรับการศึกษาสายธรรมยุตินิกาย และมหาธาตุวิทยาลัยที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แต่หลังจากนั้นแล้วการศึกษาของสงฆ์ขั้นสูงตามพระราชปณิธานก็ไม่ได้ก้าวหน้าแต่อย่างใด

การศึกษาของสงฆ์ในระยะเริ่มแรกนั้นเป็นการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเดียว การปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมจากส่วนกลางโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งมีการวัดผลเหมือนกันทั่วประเทศโดยการสอบบาลีสนามหลวง ซึ่งเป็นการสอบปากเปล่าและมีลำดับขั้นเป็นเปรียญประโยคและมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน ซึ่งเป็นการสอบที่มีความสำคัญมากสำหรับพระสงฆ์สามเณรในยุคหนึ่ง แต่ที่ภาคเหนือมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็หลังจากมีการคมนาคมทางรถไฟและการเดินทางสะดวกขึ้น ในสมัยเจ้าคุณพระเทพมุณี (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๘๕ ส่งเสริมให้พระเณรในจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ได้มีโอกาสไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นก็ส่งกลับขึ้นมารับผิดชอบงานด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี  

ผลจากการส่งเสริมนี้ทำให้พระมหาฟู อตฺตสิโว วัดเบญจมบพิตร หรือท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นคนเมืองแพร่ เริ่มบุกเบิกระบบการศึกษาในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และแพร่ เมื่อปฏิบัติศาสนกิจที่จังหวัดแพร่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๙๔ ท่านตั้งโรงเรียนปริยัติสามัญขึ้น  พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พร้อมกับได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมราชานุวัตรและตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยแยกจากวัดพันอ้นซึ่งมีอยู่เดิม ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงตั้งโรงเรียนปริยัติสามัญขึ้นอีกชื่อว่าโรงเรียนธรรมราชศึกษา 

การศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเดียวไม่เป็นที่นิยม การศึกษาสายปริยัติสามัญจึงเกิดขึ้นเพราะคณะสงฆ์หัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งหาทางปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาในวงการศึกษาของพระสงฆ์ในระดับมัธยมต้น โดยเปิดหลักสูตรที่เรียกว่า ปริยัติสามัญ เพื่อสนองความต้องการของพระภิกษุสามเณรและเด็กวัด มีหลักสูตรเหมือนกับชั้นมัธยมศึกษาของทางโลก แต่เพิ่มวิชาทางธรรมเข้ามาและตัดวิชาทางโลกที่ไม่จำเป็นออกไป 

โรงเรียนประเภทนี้นับว่าเป็นความนิยมของพระเณรมาก เพราะเมื่อเรียนจบแล้วสามารถเลือกได้หลายทางตามพื้นฐานของความรู้ เช่น โรงเรียนเมตตาศึกษา วัดเจดีย์หลวง โรงเรียนธรรมราชศึกษา วัดพระสิงห์ โรงเรียนวัดพระเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนเมธีวุฒิกร จังหวัดลำพูน โรงเรียนพุทธโกศัยวิทยา วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร จังหวัดแพร่ เป็นต้น  

การศึกษาระดับอุดมศึกษาของพระสงฆ์นั้นมีมานานแล้วแต่ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทางคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกันจัดตั้งขึ้น ๒ แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ที่วัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ และมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ที่วัดเจดีย์หลวงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ สถาบันการศึกษาทั้งสองแห่งมีวิทยาเขตกระจายกันไปทั่วประเทศ ๑๘ แห่ง แบ่งเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ๑๑ วิทยาเขต  มหามกุฎราชวิทยาลัย ๗ วิทยาเขต

ที่แพร่มีสถาบันการศึกษาของสงฆ์ครบทุกระดับที่กล่าวมาแล้ว รวมกันอยู่ที่วัดพระบาทมิ่งเมือง ซึ่งมีพุทธศาสนสถานศึกษาถึง ๓ แห่ง คือ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ใช้วิธีเรียนแบบเก่าคือเรียนนักธรรมใช้บาลีประโยค ๓-๙ เรียนนักธรรมตรี โท เอก เรียนพระธรรม พระวินัย       

โรงเรียนพุทธโกศัยวิทยาเป็นโรงเรียนสามัญศึกษาที่เณรมาเรียน เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เรียนจบสามารถต่อปริญญาตรีที่มหาจุฬาฯ ได้ โดยวิชาเรียนจะมีบาลีนักธรรมเป็นพื้นฐาน และมีเรียนการคำนวณ คณิตศาสตร์ และวิชาทางโลกทั่วไป  

มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยมีพระมหาโพธิวงศาจารย์ (สุจี กตสาโร) ซึ่งเป็นพระรองอธิการบดีรูปแรก เนื่องจากวิทยาเขตสงฆ์ในภูมิภาคตำแหน่งสูงสุดคือรองอธิการบดี และเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ประจำเขตแพร่ในเวลาต่อมา ปัจจุบันพระครูโสภณพัฒนานุยุต เจ้าอาวาสวัดหลวง เป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล เป็นนิติบุคคลที่เน้นการจัดการศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเป็นหลัก

มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยทั่วประเทศมีทั้งหมด ๑๔ แห่ง แต่ละแห่งมีวิชาเรียนที่ต่างกัน ภาคเหนือมีที่เชียงใหม่ แพร่ พะเยา ส่วนลำปางเป็นสาขาของแพร่ วิทยาเขตแพร่ มีคณะพุทธศาสตร์ คุรุศาสตร์ รัฐศาสตร์ และบริหารการศึกษา พระนิสิตมีทั้งมากับญาติ มากับเพื่อน และมาเรียนตามสายที่ตนเองสอบได้ พระที่มาเรียนมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ มีมาจากทุกภาคในประเทศไทย เพราะโอกาสที่จะไปเรียนที่กรุงเทพฯ มีน้อยมาก เนื่องจากวัดต่างๆ ต้องอาศัยเส้นสายจึงจะสามารถจำพรรษาได้ พระนิสิตส่วนใหญ่มีเหตุผลที่บวชเพื่อเรียนหนังสือมากกว่าที่จะบวชอยู่ตลอดไป เป็นการแสวงหาโอกาสก้าวหน้าในชีวิตทางหนึ่งของผู้ที่ไม่มีโอกาสในระบบการศึกษาทางโลกด้วย บ้างก็ลาสิกขา บ้างก็รับราชการ ส่วนพระบางรูปเมื่อจบการศึกษาแล้วก็กลับไปยังภูมิลำเนา บ้างกลายเป็นเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดก็มี   

ระบบการศึกษาของพระสงฆ์ในปัจจุบันทั่วประเทศเลียนแบบการศึกษาทางโลก ห่างไกลจากพื้นฐานดั้งเดิมในชุมชน และส่วนใหญ่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาใช้เป็นช่องทางนำไปสู่โอกาสอาชีพการงานในชีวิตนอกสังฆาวาส ทำให้เป้าหมายการเรียนของพระนิสิตดูคลุมเครือว่าจะไปทางโลกหรือทางธรรมดี

จากที่กล่าวมาแล้ว เห็นได้ว่าพระเณรส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เห็นประโยชน์จากการเรียนบาลี จนกลายเป็นสถาบันการศึกษาที่ใกล้หมดหน้าที่และหายไปแล้ว และการตั้งสถาบันสงฆ์โดยมุ่งหมายแต่เดิมคือเพื่อสร้างสถาบันสงฆ์ขั้นสูงเพื่อยกระดับและปรับปรุงศาสนจักรให้มีความเป็นปึกแผ่น

เห็นได้ว่าการเรียนในสถาบันสงฆ์ปัจจุบันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาแบบโลกที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาตอบสนองเรื่องทุนที่สวนทางกับแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นช่องทางเลือกเพื่อเข้าสู่ระบบการจ้างงานทางหนึ่ง โดยไม่สามารถแก้ปัญหาในการทำให้เกิดความงอกงามของความรู้ทางพุทธศาสนาขั้นสูงได้ การศึกษาของพระเณรในศาสนจักรทั่วทั้งสังฆมณฑลเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมด ความหลากหลายของปรัชญาทางความคิด ความลึกซึ้งของนักปราชญ์ทางศาสนาในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีมาแต่เดิมถูกระบบการศึกษาแบบเป็นทางการของสงฆ์เกลื่อนกลบและไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถาบันการศึกษาของสงฆ์ในเมืองแพร่ที่ไม่ได้ต่อเนื่องหรือสืบทอดกับสำนักเรียน เช่นที่วัดศรีชุมที่มีมาแต่เดิม หากกลับตั้งขึ้นใหม่และใช้รูปแบบจากสถาบันการศึกษาที่กรุงเทพฯ ซึ่งเลียนแบบการศึกษาทางโลกที่ไม่ได้สนองตอบการศึกษาทางศาสนาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักธรรม และที่น่าสังเกตคือพระเณรในปัจจุบันมีความอิสระที่จะแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ามีความเบี่ยงเบนทางเพศคล้ายคลึงกับฆราวาสวัยเดียวกันในโรงเรียนมัธยมสายสามัญ มีกิริยาท่าทาง การออกแบบการแต่งกายและทาหน้าทาตาจนผิดปกติ ซึ่งเคยเป็นจารีตข้อห้ามในความประพฤติของพระสงฆ์ที่มีมาแต่เดิม

ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติและการตั้งสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พระเณรในท้องถิ่นมุ่งแสวงหาความรู้ทางโลกที่ตัดขาดความเป็นไปและความรู้ในท้องถิ่น เป็นผลมาจากการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่ไม่แตกต่างไปจากการปกครองของรัฐไทยแต่อย่างใด

พุทธศาสนาจักรเมืองแพร่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดระเบียบคณะสงฆ์ในเมืองแพร่เห็นได้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบหัววัดแต่เดิมกับการจัดการตามลำดับในการดูแลของเจ้าคณะในระดับต่างๆ เมืองแพร่ยังคงมีระบบศรัทธาวัดที่เข้มแข็งชัดเจน เพราะลูกหลานของศรัทธาวัดเก่าแก่หลายครัวเรือนยังคงอยู่อาศัยรอบบริเวณวัดนั้น หรือยังคงเป็นศรัทธาวัดเดิมแม้จะโยกย้ายบ้านออกไปอยู่ไกลห่างจากวัดเหล่านั้น 

แต่ความสำคัญของระบบหัววัดตามจารีตในเมืองแพร่พบได้แต่เพียงในงานบุญสลากภัตที่ยังคงธรรมเนียมดั้งเดิม คือ เริ่มต้นที่วัดศรีชุมก่อนที่จะไปยังวัดอื่นๆ แม้วัดศรีชุมในปัจจุบันจะไม่มีความโดดเด่นในเรื่องอื่นใด เช่น การสืบทอดการเป็นสำนักเรียนแต่โบราณหรือมีพระสงฆ์ในระดับครูบาซึ่งเป็นเกียรติภูมิในอดีต

ธรรมเนียมสงฆ์ในเมืองแพร่เป็นการปกครองภายใต้การบูรณาการของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในเมืองแพร่เองยังนำเอารูปแบบจารีตของพุทธศาสนาแบบภาคกลางหรือแบบเมืองหลวงมาใช้ทุกประการ จนแทบจะเป็นการจำลองสถาบันสงฆ์และรูปแบบความเชื่อจากกรุงเทพฯ มาสู่ท้องถิ่น โดยไม่ได้มีการประสานระบบความเชื่อดั้งเดิมให้เห็นแต่อย่างใด

การรวมเอาวัดพระบาทและวัดมิ่งเมืองเข้าด้วยกันในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ และถือเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหารที่สถาปนาโดยองค์กรสงฆ์ส่วนกลาง แม้แต่เดิมจะเป็นวัดที่มีลูกหลานเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นศรัทธาวัดคือวัดพระบาท แต่เมื่อได้รับเป็นวัดหลวงก็กลายเป็นการสถาปนาอาณาจักรสงฆ์ที่ได้รับอำนาจเต็มจากส่วนกลางซ้อนทับและควบคุมอย่างเด็ดขาด และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ มีการหล่อพระพุทธรูปเพื่อให้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแพร่ คือ “พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี” ปางมารวิชัยเลียนแบบศิลปะเชียงแสนผสมสุโขทัย ประดิษฐานเป็นพระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถวัดพระบาทมิ่งเมือง โดยสมเด็จพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อัตตสิโวเถระ)

เจ้าคุณพระอุบาลีเป็นผู้นำและบุกเบิกสถาบันการศึกษาของสงฆ์ในล้านนา โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าคณะภาคมณฑลพายัพตั้งแต่แรกเริ่ม และท่านเป็นผู้นำการศึกษาแบบกรุงเทพฯ มาเผยแพร่และตั้งขึ้นในหลายท้องถิ่น ส่วนเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือหลวงปู่จี๋หรือพระมหาโพธิวงศาจารย์ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๖ ด้วย ปัจจุบันอายุ ๙๐ กว่าปี เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ผู้เป็นอุปัชฌาย์ เป็นผู้ก่อตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอิทธิพลในวงการคณะสงฆ์ของจังหวัดแพร่อยู่มาก เป็นผู้ดูแลและจัดการรูปแบบคณะสงฆ์เมืองแพร่ที่เชื่อมโยงการเมืองทั้งในวงการสงฆ์ การเมืองระดับประเทศ และการเมืองท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน

ศรัทธาวัดพระบาทมิ่งเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวบ้านในเวียงแพร่เช่นแต่เดิม แต่เป็นข้าราชการที่มาทำงานในจังหวัดแพร่ และชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ถือว่าตัวเองเป็นศรัทธาของวัดใดวัดหนึ่งในเวียงแพร่ตามระบบศรัทธาวัดแต่เดิมนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีการจัดระบบระเบียบวัดพระธาตุช่อแฮ ซึ่งประดิษฐานพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ตามธรรมเนียมดั้งเดิมบริเวณพระธาตุจะไม่มีพระจำพรรษาประจำ หากแต่จะมีข้าพระหรือชาวบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลพระธาตุรอบๆ จนเกิดเป็นชุมชนรอบพระธาตุ ดังเช่นบ้านในก็เคยเป็นชุมชนรอบพระธาตุที่เคยดูแลพระธาตุช่อแฮมาก่อน

พระธาตุเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง อาจอยู่ในทำเลที่ห่างไกลเมืองออกไป การเข้าไปดูแลรักษาบริเวณจึงทำกันในช่วงเทศกาล ชาวบ้านจะไม่เข้าไปในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์พร่ำเพรื่อ นอกจากช่วงเทศกาลไหว้พระธาตุซึ่งผู้คนทั้งพระและฆราวาสจากที่ใกล้และไกลจะเดินทางมาค้างกันรายรอบพระธาตุซึ่งกระทำกันปีละครั้ง ธรรมเนียมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำกันมาในเมืองใหญ่ที่มีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ และธรรมเนียมดั้งเดิมแบบนี้ยังคงเสมือนโบราณทุกประการที่พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

แต่พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แทบทุกแห่งในประเทศไทยกลายเป็นวัดพระธาตุที่มีวัดตั้งอยู่ประจำไปแล้ว และวัดพระธาตุก็กลายเป็นวัดสำคัญประจำเมืองและถูกสถาปนาให้เป็นวัดหลวงจากส่วนกลาง ธรรมเนียมเหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นความเข้าใจส่วนรวมไปแล้วว่า พระธาตุเจดีย์นั้นจำเป็นต้องอยู่ในวัดและต้องมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เป็นฝ่ายดูแลจัดการ ไม่ใช่หน้าที่ของฆราวาส ดังนั้นธรรมเนียมโบราณเรื่องข้าพระที่ดูแลวัดหรือพระธาตุจึงถูกแยกออกจากกันไปด้วย

พระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุที่เจ้าหลวงแพร่เป็นองค์อุปถัมภ์มาโดยตลอด ทุกปีเจ้าหลวงจะเดินทางมาไหว้พระธาตุในเดือน ๖ ตามถนนโบราณที่ตัดตรงจากเวียงแพร่ ผ่านประตูชัยมาสู่เนินเขาที่พระธาตุ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ชาวบ้านชาวเมืองแพร่ยังจดจำและมีบันทึกไว้ไม่น้อยถึงความสนุกสนานและการร่วมมือสร้างศรัทธาจัดงานดูแลผู้คนที่มาไหว้พระธาตุและอยู่พักค้างแรมกัน โดยมีชาวบ้านรอบๆ เป็นผู้ดูแลจัดการ และบริเวณใกล้กันยังมีพระธาตุจอมแจ้งเป็นพระธาตุสำคัญอีกแห่งหนึ่งคู่มากับพระธาตุช่อแฮ และมีตำนานพระธาตุเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเนินเขาลูกนี้ในเวลาเริ่มแจ้ง พระธาตุจอมแจ้งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ในเขตบ้านไคร้ติดกับบ้านกวาง ห่างจากพระธาตุช่อแฮประมาณ ๒ กิโลเมตร 

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้ว คณะสงฆ์เมืองแพร่จึงเริ่มมีบทบาทเข้ามาดูแลพระธาตุมากขึ้น กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนองค์พระเจดีย์พระธาตุช่อแฮเป็นโบราณสถาน พ.ศ.๒๔๗๘ และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีหนังสือรับรองสภาพวัดไว้ว่า วัดพระธาตุช่อแฮตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๐ โดยอิงการกำหนดอายุจากตำนานพระธาตุ ซึ่งเป็นเวลาในโลกของตำนานเรื่องเล่าที่แตกต่างไปจากเวลามาตรฐานที่เข้าใจกันในปัจจุบัน และจังหวัดแพร่ได้นำองค์พระธาตุช่อแฮประดิษฐานบนหลังม้ามาเป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัด เป็นการอ้างอิงความสำคัญของพระธาตุให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองอย่างเป็นทางการ

วัดพระธาตุช่อแฮเปลี่ยนสถานภาพจากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จังหวัดแพร่ได้จัดงานประเพณีนมัสการองค์พระธาตุช่อแฮโดยยึดถือตามจันทรคติระหว่างวันขึ้น ๙ ค่ำ ถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เหนือทุกปี โดยใช้ชื่องานว่า “งานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง” 

 

ขบวนเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระธาตุช่อแฮ

8

ถนนเส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๗ ได้เสด็จจากตัวเวียงไปนมัสการพระธาตุช่อแฮ ซึ่งปัจจุบันชาวเมืองแพร่ยังคงใช้เส้นทางดังกล่าวอยู่

การกลายเป็นวัดพระธาตุช่อแฮเกิดขึ้นมานานแล้ว แม้จะไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการก็ตาม  และชาวบ้านในเป็นศรัทธาวัดพระธาตุและวัดบ้านในซึ่งเป็นวัดในชุมชนพร้อมกัน ชาวบ้านจะทำบุญที่วัดบ้านในก่อนแล้วจึงไปวัดพระธาตุช่อแฮ แต่ปัจจุบันคนในชุมชนรอบๆ จะไม่เข้าวัดพระธาตุช่อแฮบ่อยนัก เพราะประเพณีพิธีกรรมและการจัดการของคณะสงฆ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เป็นการนำวัดพระธาตุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการท่องเที่ยวและประเพณีประดิษฐ์ ซึ่งเป็นการนำเข้ามาจากภายนอก โดยเจ้าอาวาสและลูกวัดซึ่งไม่ใช่คนท้องถิ่นในเมืองแพร่ และฝ่ายราชการเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งงบประมาณและกระบวนการ 

การจัดการของวัดโดยเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงชาวบ้านรอบๆ ได้มากนัก แม้จะมีความพยายามสืบเนื่องประเพณีไหว้ขุนลัวะอ้ายก้อมหรือประเพณีท้องถิ่นต่างๆ ก็ตาม รูปแบบการจัดการวัดคล้ายๆ สำนักงานอำนวยการซึ่งมีเรื่องค่าตอบแทนการจ้างงานมากกว่าจะอาศัยศรัทธาของชาวบ้าน

วัดพระธาตุช่อแฮและชาวบ้านป่าแดง-ช่อแฮจึงไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมือนวัดกับบ้านในจารีตธรรมเนียมดั้งเดิมของท้องถิ่นที่เคยปฏิบัติมา  

เมืองแพร่มีระบบความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นพื้นฐานของสังคมแต่แรกเริ่มก่อนที่จะมีการรับพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาหลัก มีการสร้างศาสนสถานเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการเคารพบูชาร่วมกัน และทำพิธีกรรมคู่ขนานไปกับความเชื่อเรื่องผีซึ่งจำแนกได้หลายรูปแบบเรียกว่า Religious syncretism หรือการประสานความแตกต่างของศาสนาหรือระบบความเชื่อ อาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบของระบบความเชื่อโดยทั่วไปในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องผีของชาวบ้านและชาวเมืองจำแนกออกได้ ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ ผีเมือง ผีบ้าน และผีที่รักษาน้ำป่าเขา ในแต่ละกลุ่มหน้าที่ใหญ่คือดูแลรักษาทั้งบ้านและเมือง รวมทั้งสภาพนิเวศที่ชาวบ้านชาวเมืองอยู่อาศัยไม่ให้ผิดเพี้ยนหรือผิดธรรมชาติไปจากที่เคยเป็นมา การสื่อสาร ต่อรอง และอ้อนวอนนั้นใช้วิธีทำพิธีกรรมผ่านคนกลางด้วยการเลี้ยงผี การร่วมชุมนุม การสร้างกฎเกณฑ์ข้อห้ามในระหว่างเครือญาติที่นับถือผีบรรพบุรุษในสายตระกูลเดียวกัน ในขณะเดียวกันองค์กรทางพุทธศาสนาไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธความเชื่อพื้นฐานของชาวบ้านอย่างเด็ดขาดแต่อย่างใด แต่มีการประนีประนอมยอมรับทั้งทางการปฏิบัติศาสนกิจ การสร้างตำนานความเชื่อเพื่อบูรณาการมากกว่า แม้ในปัจจุบันจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ศาสนจักรแบบเดิมของเมืองแพร่ให้กลายเป็นหนึ่งในศาสนจักรในระบบที่ถูกปฏิรูปองค์กรสงฆ์โดยรัฐแล้วก็ตาม ประเด็นเรื่องการใช้หลักเมืองเป็นเครื่องมือในการบูรณาการเมืองต่างๆ ให้มีรูปแบบประเพณีแบบเดียวกันคือการบูชาหลักเมืองอย่างกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในช่วงการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาลช่วงรัชกาลที่ ๕ ที่สืบเนื่องมาจากประเพณีหลวงที่รัชกาลที่ ๔ จัดรูปแบบใหม่ เช่นการทำพิธีเกี่ยวกับหลักเมืองใหม่ และปฏิบัติต่อเนื่องโดยกระทรวงมหาดไทย หลักเมืองใกล้ศาลากลางจังหวัด การครอบงำจัดระเบียบคณะสงฆ์ การสร้างองค์กรสงฆ์ใหม่ สร้างพระพุทธรูปประจำเมืองขึ้นใหม่ สร้างวัดหลวงแห่งใหม่ผ่านข้าหลวงและข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด เป็นการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยผ่านการจัดระเบียบระบบความเชื่อของเมืองแบบใหม่ให้กลายเป็นอยู่ในกรอบของระบบความเชื่อแบบที่รัฐเห็นชอบด้วยอย่างชัดเจนและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อริยสงฆ์แห่งเมืองเมืองแพร่

ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร หรือ ครูบามหาเถร เป็นพระอริยสงฆ์ชื่อดังในอดีต และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่ เดิมชื่อ ปอย เป็นบุตรของนายสปินนะและนางจันทร์ทิพย์ ชาวบ้านแถบสูงเม่น เกิดเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๓๒ ครูบามหาเถรบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อยและบวชเป็นพระภิกษุที่วัดศรีชุม เมืองแพร่ ได้รับฉายาว่า “กัญจนภิกขุ” ท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและภาษาบาลีจนแตกฉาน รวมทั้งภาษาล้านนา ได้ช่วยเป็นครูสอนพระภิกษุในวัดศรีชุมระยะหนึ่ง ก่อนย้ายกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสูงเม่น

ครูบามหาเถรให้ความสนใจทางด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน สามารถเป็นครูสอนได้อย่างเชี่ยวชาญ ภายหลังได้ไปศึกษาต่อที่วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ กับพระมหาราชครูแห่งวัดสวนดอก และ พ.ศ. ๒๔๐๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ได้ฉายาจากเจ้าหลวงเชียงใหม่ว่า “ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร” และมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๒๑    

9

พระครูมหาญาณสิทธิ ( ครูบาคันธา คนฺธรโส ) เจ้าอาวาสวัดเมืองหม้อแก้วกว้างท่าช้างเวียงชัย ศิษย์เอกของครูบาเจ้ากัญจนอรัญญะวาสีมหาเถร วัดป่าสูงเม่น เมืองแพร่ ผู้แตกฉานภาษาบาลีจบสัทธา ๘ มรรค

ครูบามหาเถรธุดงค์ไปศึกษาเล่าเรียนในพม่า ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุถวายต่อเจ้าหลวงอินทวิชัยราชา เจ้าเมืองแพร่ ซึ่งต่อมาเจ้าหลวงนำไปถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ทรงให้นำกลับมาไว้ที่เจดีย์วัดมหาโพธิ์ ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เพื่อเป็นสมบัติของชาวแพร่สืบไป นอกจากนี้ยังสร้างและรวบรวมคัมภีร์ใบลานเป็นภาษาบาลีที่รวบรวมมาจากวัดในเมืองหลวงพระบาง แพร่ น่าน บรรจุไว้ในหอพระไตรปิฎกวัดสูงเม่น ซึ่งเป็นการรวบรวมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง และเป็นสิ่งยืนยันว่าพระพุทธศาสนาแบบล้านนาโดดเด่นและสั่งสมความรู้ภูมิปัญญาที่หาที่อื่นใดเทียบเทียมได้ยาก สถาบันวิจัยสังคมเชียงใหม่สำรวจพบจำนวน ๒,๕๖๗ มัด ๘,๘๔๕ ผูก แบ่งออกเป็น พระวินัย พระสุตตันปิฎก พระอภิธรรม คัมภีร์ภาษาบาลี บทสวดมนต์ อานิสงส์ ชาดก โอวาทคำกลอน ประเพณีพิธีกรรม ธรรมทั่วไป นิยายธรรม นิยายนิทานพื้นบ้าน ตำนานพุทธศาสนา ตำนานเมืองและราชวงศ์ กฎหมาย ตำราอักษรศาสตร์ กวีนิพนธ์ ร้อยกรอง ตำราโหราศาสตร์ ตำรายา และอื่นๆ 

พระมหาเมธังกร (พรหมเทโว พรหม) 

เป็นพระสงฆ์รูปแรกของแพร่ที่เป็นผู้นำในการนำระบบการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๔๖ มาเผยแพร่ เป็นอดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ที่บ้านน้ำคือ ตำบลเวียงแพร่ และบรรพชาที่วัดน้ำคือ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อวัดเมธังกราวาส ได้ศึกษาบาลีกับพระครูพุทธวงศาจารย์ วัดพระบาท สอบนักธรรมและไปอบรมการศาสนาและการคณะสงฆ์ในสำนักสมเด็จพระวันรัต วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ และได้จัดตั้งโรงเรียนบาลีขึ้นในจังหวัดแพร่และเป็นแห่งแรกของภาคเหนือ ทั้งส่งพระภิกษุสามเณรไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับมาสอนที่แพร่ และเป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลที่วัดของท่านคือโรงเรียนวัดเมธังกราวาส และมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒

  

รูปปั้นพระมหาเมธังกร ภายในโรงเรียนวัดเมธังกราวาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล)

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สำหรับคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายในภาคเหนือ ผู้บุกเบิกในด้านการศึกษาของพระภิกษุสามเณร คือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิโว ป.ธ.6) เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ ชาวจังหวัดแพร่ เมื่อครั้งยังเป็นพระมหาฟู อตฺตสิโว ที่วัดเบญจมบพิตร เจ้าคณะมณฑลพายัพได้ส่งขึ้นมาจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่เชียงใหม่ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๗๒ โดยมาประจำอยู่ที่วัดเชตวัน  และย้ายไปปรับปรุงการศึกษาและการปกครองที่จังหวัดแพร่ เชียงราย ลำปาง  และเชียงใหม่ เมื่ออยู่ปฏิบัติศาสนกิจที่จังหวัดแพร่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๓–๒๔๙๔ ได้จัดตั้งโรงเรียนปริยัติสามัญขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาสำหรับพระเณรในจังหวัด และได้ก่อตั้งโรงเรียนธรรมราชศึกษาขณะดำรงสมณศักดิ์พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ซึ่งเปิดการเรียนการสอนทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.  ๒๕๐๓ โดยใช้ทุนทรัพย์เบื้องต้นจากการขายที่ดินซึ่งเป็นมรดก จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท 

ท่านถูกการเมืองในคณะสงฆ์ยุคนั้นถาโถมเข้าใส่ (ท่านอยู่ร่วมสมัยกับพระธรรมเจดีย์ วัดทองนพคุณ  พระพิมลธรรม วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษฏ์) ถูกกล่าวหาร้ายแรงว่าต้องอธิกรณ์และกลายเป็นความอื้อฉาวที่แสดงถึงความเสื่อมในองค์กรสงฆ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในตำแหน่งสงฆ์ท่านเป็นพระธรรมราชานุวัตรที่ไม่มีโอกาสเลื่อนสมณศักดิ์  แม้จะเป็นพระที่สร้างคุณูปการแก่วงการการศึกษาของสงฆ์ในภาคเหนือไว้มากเพียงไร   แต่ก็ถูกการเมืองในคณะสงฆ์เล่นงาน ถูกตัดตำแหน่งหน้าที่เหลือเพียงเจ้าคณะจังหวัดแพร่ และดำรงตำแหน่งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้นก่อนจะมรณภาพ